สามเณรปลูกปัญญาธรรม Vs Celebrity Apprentice ความเหมือนที่แตกต่าง

ได้ดู “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” ซึ่งจะว่าไปก็คือ รายการ  Reality Show อีกรายการหนึ่ง ที่ผ่านมารายการประเภทนี้มีลักษณะคล้ายๆกัน คือ นำรูปแบบการใช้ชีวิตและพฤติกรรมของคนดัง หรือคนที่พยายามจะ “ปั้น” ให้ดังมาตีแผ่ให้สาธารณชนได้ดูแทบจะทุกแง่มุมโดยผ่านเครื่องมืออุปกรณ์ อันได้แก่ กล้องและไมโครโฟนจำนวนมากที่ติดตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ

เดิมผู้เขียนไม่ “ปลื้ม” กับรายการ (ทั้งไทยและเทศ) ลักษณะนี้เท่าไรนัก จึงไม่ค่อยได้ดู อาจจะนับว่าเป็นคนตกยุคหรือขวางโลกก็ได้ เพราะเปิดมาครั้งใด ใจก็พาให้เห็น “ความจริง” บ้าง “ความพยายามจนเกินจริง” บ้าง จนหลายครั้งพาให้เกิดคำถามว่า ที่เห็นอยู่ทั้งหมดนี้มีความจริงอยู่กี่ส่วน และส่วนที่เห็นและเป็นความจริงเป็นประโยชน์อย่างไรกับคนดูบ้าง อันที่จริง “ภาพ” เหล่านี้หาดูได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน และไม่เฉพาะแต่เห็นในคนอื่น  หากซื่อสัตย์ต่อตัวเองจริงๆเราก็เห็น “ความจริง” เหล่านี้ในตัวเราเองอยู่เนืองๆ  ไม่จำเป็นต้องเปิดรายการทีวีมาดูอีกก็ได้

แต่สิ่งที่ทำให้ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” แตกต่างจาก Reality Show อื่นๆ มีอยู่หลายแง่มุม

ประการแรก เนื่องจากสามเณรเป็นเด็กน้อย เราจึงได้เห็นธรรมชาติอยู่มาก แม้ในความเป็นธรรมชาตินี้จะมีความซุกซนโกลาหลอยู่  แต่บางขณะก็ได้เห็นความงดงามในอุปนิสัยบางแง่มุมของเณรซึ่งแสดงออกมาอย่างซื่อๆตรงๆตามวัย

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ได้เห็นอย่างชัดเจนคือ ความตั้งใจ ความเมตตา และความอดทนของพระอาจารย์ทั้งหลาย นับตั้งแต่การจัดหัวข้อบรรยายธรรม การนำให้ฝึกฝนวัตรปฏิบัติ อีกทั้งกิจกรรมต่างๆที่เหมาะแก่วัยของสามเณร และเป็นประโยชน์ทางธรรมแก่ผู้ชมทางบ้านไปพร้อมกัน

ความตั้งใจ ความเมตตา และความอดทนของพระอาจารย์เหล่านี้ แสดงออกผ่านถ้อยคำอบรมสั่งสอน ระบบการให้และหักคะแนนในแต่ละวัน คำติชมต่างๆ ในกิริยาเหล่านี้สิ่งหนึ่งที่เหล่าสามเณรและผู้ชมทางบ้านได้รับไปพร้อมกันคือ บรรทัดฐานอันชัดเจนว่า สิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควรในการประพฤติตนและดำรงชีวิตในหมู่คณะ และโดยที่การสั่งสอนอบรมนี้พระอาจารย์ถ่ายทอดผ่านคำอธิบายอย่างใจเย็น  สามเณรจึงได้รับไปมากกว่าเพียงคำว่า “ไม่” “ผิด” “ห้าม” ฯลฯ  แต่ได้แง่คิดมุมมองจากสายตาของผู้มีวุฒิภาวะ ซึ่งหากจำไว้และเก็บไปปฏิบัติต่อ ก็จะเป็นประโยชน์ได้อีกยาวไกลในชีวิตวันข้างหน้าด้วย

ประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะทุกวันนี้ หลายครั้งบรรทัดฐานว่า อะไร “ใช่” อะไร “ถูก” กลายเป็นประเด็นอันสับสนพร่าเลือนไปไม่น้อย แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยค่านิยมอันสับสนนี้ เราจะวางใจไว้ตรงไหน และกล่อมเกลาเยาวชนของเราอย่างไรเขาจึงจะนำพาสังคม อีกทั้งโลกของเราไม่ให้ไปสู่กลียุคในเวลาอีกไม่นานข้างหน้านี้เมื่อคนรุ่นเราๆแก่ชรา หรือละจากโลกนี้ไปแล้ว

เมื่อนึกถึงประเด็นนี้ ทำให้นึกถึง Reality Show อีกรายการหนึ่ง คือ Celebrity Apprentice ซึ่งนำเหล่าดาราคนดังมาร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆตามแต่คณะกรรมการจะกำหนด มีการแข่งขัน มีทีมแพ้-ชนะ ในระหว่างกิจกรรมที่ต้องร่วมกันทำงานเป็นทีมจึงได้เห็นพฤติกรรมต่างๆของผู้ร่วมทีมทั้งสองฝ่าย ซึ่งล้วนเป็นคนดังเป็นที่รู้จักหน้าค่าตากันอยู่ในแวดวงสังคมตะวันตก

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ใหญ่คนดังเหล่านี้พฤติกรรมไม่ต่างจากคนทั้งหลายที่พบเห็นได้ทั่วไปไม่ว่าในสังคมชาติใดๆ ได้เห็นอัตตา ความเอาแต่ใจตน ความอิจฉาริษยา วิธีหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ ความไม่สามารถครองใจผู้อื่น ฯลฯ อีกทั้งเมื่อต้องชี้แจงผลงานกับคณะกรรมการผู้ตัดสิน ก็ได้รับฟังตรรกะเหตุผลอีกไม่น้อยที่มุ่งยืนยันว่า ตนทำถูกแล้วดีแล้ว ฝ่ายที่ผิดคือบุคคลอื่น

แต่ใน “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” อย่างเช่นเมื่อวันก่อน เหล่าสามเณรมีการทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกัน สามเณรน้อยรูปหนึ่งเกิดอาการ “เซ็ง” เพราะความคิดเห็นของตนไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนสามเณร จึงแยกตัวออกมาจากกลุ่ม เมื่อกิจกรรมจบลง พระอาจารย์ให้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้สึกนึกคิดในระหว่างที่ทำกิจกรรมกันอยู่ คำตอบสุดท้ายที่สามเณรน้อยอธิบายเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากกิจกรรมนี้นับว่าผิดคาดอย่างยิ่ง กล่าวคือ ไม่ใช่เพื่อนไม่รับฟัง  ไม่ใช่ผู้ร่วมกิจกรรมไม่ร่วมมืออย่างโน้นอย่างนี้  แต่เณรกลับได้เรียนรู้ว่า ความคิดดีๆของตนนั้น หากสื่อออกมาไม่ดีก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากหมู่คณะ

ฟังคำชี้แจงแล้ว ดูพระอาจารย์จะประทับใจมาก ผู้เขียนที่เปิดมาชมรายการย้อนหลังอยู่ทางบ้านในตอนค่ำก็ประทับใจสุดๆเช่นกัน ฟังแล้วให้นึกสงสัยว่า วาว! น้องเณรไปฝึกความถ่อมตนและรู้จักพิจารณาตัวเองมาแต่ไหน ช่างเป็นคำตอบที่วิเศษจริงๆ

ส่วนการแสดงออกของพระอาจารย์นั้นก็ยิ่งสำคัญเข้าไปใหญ่  การที่พระอาจารย์แสดงความประทับใจอย่างมากในคำตอบนี้เป็นการสื่อโดยนัยว่า พระอาจารย์ให้ความสำคัญแก่เรื่องอะไร ในวันนั้นพระอาจารย์เลือกจะ ชื่นชมความถ่อมตนและการพิจารณาตนเองก่อนเรื่องอื่นใด

ได้ความคิดว่า การที่สังคมใดสังคมหนึ่งจะนิยมชมชื่นค่านิยมหรือพฤติกรรมใดๆนั้น หากเลือกชื่นชมด้วยความมีสติ สังคมก็จะค่อยๆรู้จักบรรทัดฐานอันดี ซึ่งอาจเติบโตเป็นรากฐานที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับสังคมนั้นๆต่อไปในวันหน้า แต่หากนิยมชมชื่นโดยขาดสติตามแต่กระแสวัฒนธรรม Pop Culture จะพาไป ก็อาจพาไปสู่อนาคตที่พึงประสงค์ หรือไม่พึงประสงค์ได้ทั้งสิ้น เพราะไปตามยถากรรม ไม่ได้กำหนดใจไว้ก่อน

การกำหนดใจนี้จึงสำคัญนัก

ได้รับชมแล้วจึงขอร่วมอนุโมทนาบุญกับพระอาจารย์และสามเณรทุกรูป ตลอดจนผู้ที่กำลังพากเพียรพยายามทำความรู้จักตนเองอยู่ในเวลานี้ทั้งหลายโดยทั่วกัน  สาธุ!

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s